Note

สิ่งที่บอกต่อกันมาเป็นเวลานานๆ บางครั้งมันก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ดังนั้นมาทำความรู้จักกับความเชื่อผิดๆเหล่านั้นกันเถอะ

1.การอ่านหนังสือในที่มืดทำให้เสียสายตา จริงๆไม่ใช่เลยผู้เชี่ยวชาญทางด้านสายตาได้ออกมาบอกว่า การอ่านหนังสือในที่ๆมีแสงไม่เพียงพอ จะทำให้คุณต้องหรี่ตาลงและกระพริบตามากขึ้น เลยทำให้คุณหาจุดโฟกัสได้ยากลำบากกว่าเดิม แต่ไม่ส่งผลเสียต่อสายต่อแต่อย่างใด

2.การโกนขนทำให้ขนงอกเร็วและแข็งกระด้าง ในความเป็นจริงแล้วการโกนขนไม่ทำให้ขนงอกเร็วขึ้น แต่ว่าขนที่งอกออกมาใหม่จะขาดสารเคลือบเลยทำให้รู้สึกแข็งกระด้างเมื่อสำผัส

3.ทานไก่งวงแล้วง่วงนอน หลายคนบอกว่าเกิดจากกรดอะมิโน ชื่อ ไทป์โทปาน ส่งผลข้างเคียงให้ง่วง แต่จริงๆแล้วไก่งวงไม่ได้มีกรดอะมิโนตัวนี้มากกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆเลย อาการง่วงนอนที่เกิดขึ้นนั้นมาจาก การกินและดื่มมากเกินความพอดีนั่นเอง

4.สมองมนุษย์ทำงานเพียง 10 % เท่านั้น คนในยุค 1907 เชื่อแบบนั้น แต่ว่าจากการทดลองในปัจจุบัน ซึ่งสามารถสแกนสมองได้อย่างละเอียดจึงยืนยันได้ว่า สมองทุกส่วนทำงานอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้นอนหลับทับสิทธิ์

5.ถึงจะเสียชีวิตไปแล้ว ผมกับเล็บก็ยังงอกได้ ความเชื่อนี้ได้รับอิทธิพลมาจากนิยายเรื่อง Ghoulish แต่ในความเป็นจริงคือ หลังจากเสียชีวิตไปแล้ว ผิวหนังจะแห้งและหดตัวทำให้ผมและเล็บดูยาวขึ้น

6.ใช้โทรศัพท์มือถือในโรงพยาบาลเป็นอันตราย เป็นความเชื่อที่ได้รับความนิยมมาก แต่ก็มีผลการวิจัยออกมาแล้วว่า การใช้มือถือในโรงพยาบาลรบกวนอุปกรณ์การแพทย์น้อยมาก

7.การดื่มน้ำวันละ 8 แก้วทำให้มีสุขภาพดี เป็นสิ่งที่ใครๆก็บอกต่อกันมา แต่ในความเป็นจริง ยังไม่มีนักวิชาการคนไหน หรือผลการวิจัยใดๆออกมายอมรับเลยสักครั้งเดียว

วันนี้ผมมี 5 ไอเดียที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้ตัวเองมาฝากกันครับ

การเพิ่มศักยาภาพให้ตัวเองนอกจากจะทำให้มีความสามารถเพิ่มขึ้นแล้วยังทำให้ดูเจิดจรัสในที่ทำงานและเข้าตาเจ้านายอีกด้วย ไม่ว่าคุณจะทำงานในตำแหน่ง เพียงแค่ลองเริ่มต้นด้วยการสละกำลังทรัพย์เล็กๆ กำลังใจใหญ่ๆ หาวันเวลาว่างเพื่อสร้างโอกาส และทำตามไอเดีย 5 ข้อนี้ครับ

1.ซื้อคอร์สสอนการพูด-อ่าน-เขียนภาษาอังกฤษ

2.ซื้อกล้องดิจิตอลราคาปานกลาง แล้วเรียนรู้การใช้งานจนคล่อง

3.สมัครเข้าคอร์สพัฒนาบุคลิกภาพการแต่งตัว การวางตัว และขัดเกลากิริยามารยาทเพื่อเข้าสังคม

4.สร้างวันของการเรียนรู้โดยการอ่านหนังสือหรือนิตยสารต่างๆเพื่อให้มองเห็นโลกสมัยใหม่

5.เข้าอินเตอร์เน็ตที่ให้ความรู้เกี่ยวกับแวดวงการงานของคุณ และเรียนรู้การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ

ในโลกปัจจุบันการทำงานในแต่ละอาชีพมีการแข่งขันกันสูง เพราะฉะนั้นผู้ที่มีความพร้อมมากกว่าก็มักจะเป็นผู้ที่ได้รับโอกาสนั้นสูงกว่า เพราะฉะนั้น " เริ่มต้นในวันว่างสร้างความพร้อมให้กับตัวเองกันเถอะครับ "

ข้อที่ 1 ค้นหาจินตนาการด้านมืด

เริ่มต้นด้วยการค้นหาด้านมืดในตัวของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก ลองนึกถึงการทรมานคนที่มีความโหดมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และนึกถึงเครื่องมือและรายละเอียดต่างๆ ในวิธีการทรมานนั้น เพราะนั่นจะเป็นประเด็นหลักของเรื่อง แล้วจึงค่อยๆคิดส่วนอื่นๆเพิ่มเติมเพื่อให้หนังมีความต่อเนื่องและสมบูรณ์ แต่ถ้าหนังจะไม่ต่อเนื่องก็ไม่เป็นไร เพราะความสนใจของหนังสยองขวัญจะอยู่ที่วิธีการทรมานคนมากกว่าเรื่องของความต่อเนื่อง

ข้อที่ 2 หาคนมากรีดร้อง

เสียงกรีดร้องกับหนังสยองขวัญเป็นของคู่กัน คุณคงไม่รู้สึกสยองเท่าไหร่ถ้าขาดเสียงกรีดร้อง ดังนั้นถ้าได้นักแสดงที่มีคุณภาพมาช่วย การกรีดร้องคงไม่ใช่แค่การแหกปากเปล่งเสียงดังๆ แต่มันคือการสื่อให้เห็นถึงอารมณ์ตกใจอย่างจริงๆจังๆกับความสยองขวัญที่อยู่ตรงหน้า ถ้าได้นักแสดงที่มีคุณภาพมาช่วยหนังก็มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงเลยทีเดียว

ข้อที่ 3 อย่ายัดเยียดความสยอง

อย่าพยายามตั้งใจกับการถ่ายทำฉากสยองขวัญมากเกินไป ให้ถ่ายทำไปเหมือนฉากอื่นๆ เพราะถ้าหากตั้งใจมากเกินไปอาจทำให้นักแสดงเล่นไม่ออก พยายามให้นักแสดงรู้สึกผ่อนคลายเพื่อที่จะถ่ายทอดความรู้สึกต่างๆออกมาได้อย่างเต็มที่ เพราะถ้านักแสดงเล่นไม่ออก ฉากต่างๆที่ทุ่มเทสร้างมาก็คงไร้ความหมาย

ข้อที่ 4 เป็นผู้นำ

การถ่ายทำภาพยนตร์จำเป็นต้องใช้ทีมงานเป็นจำนวนมาก คุณจึงจะต้องมีความเป็นผู้นำอยู่ในตัวเองเพื่อที่จะชักจูงให้ทีมงานทำงานร่วมกันอย่างลื่นไหลและไม่ปล่อยให้ปัญหาอะไรมาขัดขวางการทำงาน เพราะถ้ายิ่งถ่ายทำช้าก็จะยิ่งทำให้ต้นทุนสูงขึ้น

ข้อที่ 5 ตัวประกอบสุดเซ็กซี่

การมีสาวสุดเซ็กซี่อยู่ในฉากต่างๆจะสามารถดึงดูดผู้ชมให้ใจจดจ่อกับตัวประกอบตัวนั้นจนมองข้ามข้อผิดพลาดหลายๆในหนังไปได้ และการได้ดาราตัวประกอบที่สุดแสนเซ็กซี่จะช่วยทำให้ทีมงานมีความตั้งใจกับการทำงานมากขึ้น มีความกระตือรือร้นมากขึ้น และสร้างบรรยากาศในการทำงานให้คึกคักกว่าเดิมจนน่าแปลกใจ

ข้อที่ 6 อย่าใส่ใจกับคำวิจารณ์

อย่าไปใส่ใจอะไรมากกับคำพูดของนักวิจารณ์เพราะคนพวกนี้เกิดมาเพื่อจับผิดและคนพวกนี้ก็รอจะเห็นข้อผิดพลาดในหนังอยู่ทุกวินาทีอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ควรจะเก็บเอาคำวิจารณ์ต่างๆมาคิดให้ปวดหัว สิ่งเดียวที่ควรจะรับฟัง ใส่ใจ และให้ความสำคัญ คือ เสียงตอบรับจากคนดู นั่นเอง

edit @ 27 Jan 2008 23:34:07 by Nice